แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุโขทัย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุโขทัย แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569

มรรคาแห่งสติและปัญญา

 




หลักธรรมคำสอนของ ท่านพุทธทาส อินทปัญโญ เน้นไปที่การใช้ชีวิตอย่างมีสติ การเข้าใจธรรมชาติของโลก และการฝึกจิตใจให้เยือกเย็นเพื่อรับมือกับปัญหาต่าง ๆ โดยสามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

1. การใช้สติและการควบคุมอารมณ์ คำสอนพื้นฐานที่สำคัญคือการให้ความสำคัญกับสติเหนืออารมณ์ โดยท่านสอนว่า จงใช้สติ อย่าใช้อารมณ์ เพราะปัญหาทุกอย่างแท้จริงแล้ว อยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น หากเราสามารถควบคุมใจตนเองได้ ปัญหาภายนอกก็จะลดความรุนแรงลง

2. การมองโลกด้วย สายตาที่เยือกเย็น ท่านเน้นย้ำว่ายิ่งเรามีความมุ่งมั่นหรือความศรัทธามากเพียงใด เรายิ่งต้องมี สายตาที่เยือกเย็น กำกับไว้เสมอ เพื่อให้เรามองเห็นความจริงว่า เหตุผลของคน ๆ หนึ่ง อาจไม่ใช่ของคนอีกคนหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้เกิดความเข้าใจและยอมรับความแตกต่างในสังคมได้มากขึ้น

3. การยอมรับความไม่แน่นอนและความสูญเสีย หลักธรรมเรื่องความเป็นอนิจจังถูกถ่ายทอดผ่านคำสอนที่ว่า ในโลกกลม ๆ ใบนี้ ไม่มีคำว่า แน่นอน ดังนั้นเราจึงควรฝึกจิตใจให้ ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับสิ่งที่เสียไป การยึดติดหรือคาดหวังที่มากเกินไปถือเป็นสิ่งที่ อันตรายที่สุด

4. ความสมดุลของจิตใจและความเป็นมนุษย์ ท่านสอนให้สร้างสมดุลระหว่างความเข้มแข็งและความอ่อนโยน โดยระบุว่า เบื้องหลังความเข้มแข็ง สมควรมีความอ่อนโยน และให้ความสำคัญกับการรักษาคุณค่าของการเป็นมนุษย์มากกว่ายศถาบรรดาศักดิ์ ดังคำสอนที่ว่า ไม่เป็นขุนนางนะได้ แต่ไม่เป็นคนไม่ได้

5. การลงมือทำและความเพียร คำสอนของท่านสนับสนุนการก้าวไปข้างหน้าและการไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ถ้าไม่ลองก้าว จะไม่มีวันรู้ได้เลยว่า ข้างหน้าเป็นอย่างไร ท้อแท้ได้ แต่อย่าท้อถอย พักได้ แต่อย่าหยุดอย่ายอมแพ้ ถ้ายังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่

6. การอยู่กับปัจจุบัน ท่านให้ความสำคัญกับเวลาปัจจุบัน โดยสอนว่า มีแต่วันนี้ที่มีค่า ไม่มีวันหน้า วันหลัง เพราะการรอคอยพรุ่งนี้หรือจมอยู่กับเมื่อวานอาจทำให้เราเสียโอกาสในการกระทำความดีไป นอกจากนี้ ท่านยังได้ให้แง่คิดเตือนใจเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในโลกไว้ด้วยว่า ความสำราญกาย ต้องลงทุนด้วยความรุ่ม

ร้อนทางใจเสมอซึ่งเป็นการเตือนให้เราพิจารณาถึงราคาที่ต้องจ่ายทางจิตใจเมื่อมุ่งแสวงหาแต่ความสุขทางวัตถุสร้างสรรค์ชีวิตด้วยหลักธรรม คือกระบวนการขัดเกลาจิตใจและการดำเนินชีวิตอย่างมีสติ เพื่อเปลี่ยนสภาวะจากความรุ่มร้อนเป็นความสงบ โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้

1. การจัดการอารมณ์และสัญชาตญาณด้วยสติ แหล่งข้อมูลเน้นย้ำว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์จนเกิด โทสะ หรือสัญชาตญาณดิบเข้าครอบงำ เราต้องใช้เวลาในการระงับอารมณ์และพิจารณาตนเอง หลักการสำคัญคือการเลือก ใช้สติ อย่าใช้อารมณ์ เพราะการบันดาลโทสะไม่เคยส่งผลดีต่อทั้งตนเองและคนรอบข้าง นอกจากนี้ ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นแท้จริงแล้ว อยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้น การมีสติจึงช่วยให้เรากลับมาแก้ไขที่ต้นเหตุคือใจของเราเอง

2. การสร้างจิตที่บริสุทธิ์ กุศลจิต การสร้างชีวิตที่ดีเริ่มต้นที่ จิต ไม่ใช่เครื่องแต่งกายหรือฐานะทางสังคม แหล่งข้อมูลอธิบายว่ากุศลจิต เมื่อจิตเป็นกุศลหรือจิตดี บุคคลนั้นย่อมชื่อว่ามีความบริสุทธิ์ แม้จะเป็นการ บริสุทธิ์ชั่วขณะที่จิตเป็นกุศลก็ตาม การระงับเวร การไม่ผูกใจเจ็บว่า คนโน้นด่าเรา คนโน้นตีเรา คือหัวใจของการกระทำให้เวรระงับลง ซึ่งเป็นการรักษาจิตใจให้คงความบริสุทธิ์ไว้

3. แนวทางการดำเนินชีวิตตามหลักท่านพุทธทาส แหล่งข้อมูลได้สรุปหลักคิดในการสร้างสรรค์ชีวิตไว้หลายประการเพื่อให้เท่าทันความจริงของโลก เช่นการยอมรับความจริง ในโลกนี้ไม่มีคำว่าแน่นอน จึงควรฝึก "ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับสิ่งที่เสียไปความสมดุลของจิตใจ ยิ่งมีความศรัทธาแรงกล้า ยิ่งต้องมี สายตาที่เยือกเย็นและเบื้องหลังความเข้มแข็งก็สมควรมีความ อ่อนโยน กำกับอยู่เสมอ อันตรายของการคาดหวัง ท่านสอนว่าการคาดหวังคือสิ่งที่ อันตรายที่สุด และความสุขทางกายมักต้องแลกมาด้วยความรุ่มร้อนทางใจเสมอ

4. ความเพียรและการเห็นคุณค่าของปัจจุบัน การสร้างสรรค์ชีวิตต้องอาศัยความต่อเนื่องและความตั้งใจ อย่าหยุดเดิน แม้จะท้อแท้ได้แต่ต้องไม่ท้อถอย และสามารถพักได้แต่ อย่าหยุด เพราะชีวิตต้องก้าวไปข้างหน้าเหมือนเข็มนาฬิกา คุณค่าของวันนี้ให้ความสำคัญกับปัจจุบันเพราะ มีแต่วันนี้ที่มีค่า ส่วนวันวาน

หรือวันพรุ่งนี้อาจสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้นทำความดี ความสามัคคี การสร้างครอบครัวและสังคมที่สงบสุขเกิดจากการเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน ร่วมมือกันเอาชนะความยากลำบาก และขอบคุณซึ่งกันและกัน โดยสรุป การสร้างสรรค์ชีวิตด้วยหลักธรรมตามแหล่งข้อมูลนี้ คือการ ใช้สติรักษาจิตให้เป็นกุศลในปัจจุบันขณะ พร้อมทั้งยอมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกด้วยความเข้าใจและความเมตตาการเป็น คน ที่สมบูรณ์ตามแนวคิดของท่านพุทธทาสและหลักธรรมในแหล่งข้อมูล ไม่ได้วัดกันที่ลาภยศหรือฐานะภายนอก แต่พิจารณาจากคุณสมบัติภายในและสภาวะของจิตใจ ดังนี้

1. มีจิตใจที่บริสุทธิ์และเป็นกุศล กุศลจิต คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของการเป็นคนคือ จิต โดยแหล่งข้อมูลระบุว่าการจะเป็นคนดีหรือไม่ดีไม่ได้อยู่ที่เครื่องแต่งกาย แต่อยู่ที่จิตใจ คน ที่สมบูรณ์คือผู้ที่มีกุศลจิต ซึ่งทำให้ผู้นั้นชื่อว่ามีความบริสุทธิ์ในขณะนั้น

2. มีสติและควบคุมอารมณ์ได้ คน ที่สมบูรณ์ต้อง ใช้สติ อย่าใช้อารมณ์ โดยมีคุณสมบัติดังนี้พิจารณาตนเองเมื่อเกิดปัญหา ให้หยุดนิ่งและนั่งพิจารณาตนเองว่าไม่ควรทำสิ่งที่ไม่ดี และตระหนักว่าปัญหาทุกอย่างแท้จริงแล้ว อยู่ที่ตัวเราทั้งสิ้นไม่ผูกใจเจ็บ: รู้จักระงับเวรด้วยการไม่คิดอาฆาตมาดร้ายต่อผู้ที่มาล่วงเกิน เพื่อรักษาใจให้เป็นปกติ

3. มีมุมมองที่เยือกเย็นและอ่อนโยน สายตาที่เยือกเย็นแม้จะมีใจศรัทธาแรงกล้าเพียงใด ก็ต้องกำกับด้วยความเยือกเย็นเพื่อทำความเข้าใจเหตุผลของผู้อื่นที่อาจแตกต่างจากเรา ความอ่อนโยนเบื้องหลังความเข้มแข็งในการดำเนินชีวิต สมควรมี ความอ่อนโยน กำกับอยู่เสมอ เพื่อรักษาความเป็นมนุษย์

4. มีความเพียรและไม่ย่อท้อ การเป็นคนที่สมบูรณ์ต้องมีความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่เดินหน้าเสมอ: ตระหนักว่าคนเราต้องเดินหน้าเหมือนวันเวลาที่ผ่านไปเร็ว เพียรพยายาม มีหลักคิดว่า ท้อแท้ได้ แต่อย่าท้อถอย และ พักได้ แต่อย่าหยุด รวมถึงอย่ายอมแพ้หากยังไม่ได้พยายามอย่างเต็มที่

5. มีความกตัญญูและเป็นกัลยาณมิตร สร้างความเมตตา อยู่ร่วมกับผู้อื่นในลักษณะครอบครัวที่สามัคคี ร่วมมือกันเอาชนะความยากลำบาก และให้ ความเมตตาต่อผู้อื่น เติบโตอย่างทรงพลัง รู้จักขอบคุณ มีนิสัยยกย่องการเจริญเติบโตของกันและกัน และรู้จัก ขอบคุณซึ่งกันและกัน

6. ยอมรับความเป็นจริงและอยู่กับปัจจุบัน ปล่อยวางและยอมรับ ฝึกจิตให้ ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับสิ่งที่เสียไปเพราะเข้าใจว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน เห็นค่าของวันนี้ ตระหนักว่า มีแต่วันนี้ที่มีค่า และไม่ผัดวันประกันพรุ่งในการกระทำความดี เพราะพรุ่งนี้อาจสายเกินไป สรุปสั้น ๆ คือ การเป็น คน ตามแนวคิดนี้คือการเป็นผู้ที่ จิตดี มีสติ มีความเมตตา และมีความพยายาม ซึ่งสำคัญยิ่งกว่าการมีตำแหน่งเป็นขุนนางแต่ขาดคุณธรรม


วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569

Travel taradnoi shrine

 




Chow Sue Kong by s72m7pjjgt



ศาลเจ้าโจซือกงในย่านตลาดน้อย ข้อมูลที่สามารถรวบรวมได้เกี่ยวกับลักษณะและความสำคัญเบื้องต้นมีดังนี้ ลักษณะทางสถาปัตยกรรม ศาลเจ้าแสดงถึงศิลปะแบบจีนดั้งเดิมที่วิจิตรบรรจง มีหลังคากระเบื้องประดับด้วยประติมากรรมมังกร เสาสีแดง และมีสิงโตหินแกะสลักตั้งเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าตามความเชื่อเรื่องการปกปักรักษา บรรยากาศและความศรัทธา มีการประดับโคมไฟสีแดงและป้ายอักษรคู่ ตุ้ยเหลียน 

ที่เป็นภาษาจีน ซึ่งสะท้อนถึงรากฐานทางวัฒนธรรมจีนที่ฝังรากลึกในย่านนี้ บทกวีประจำศาลเจ้า: ในภาพปรากฏอักษรจีนที่แปลได้ใจความถึง ความเงียบสงบของวัดเก่าท่ามกลางหมู่เมฆ" ซึ่งบ่งบอกถึงความเก่าแก่และความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่ อย่างไรก็ตาม แหล่งที่มาที่คุณให้มานี้เป็นไฟล์ภาพซึ่งไม่ได้ระบุราย

ละเอียดของประวัติความเป็นมาหรือลำดับเหตุการณ์สำคัญในรูปแบบข้อความ หากอ้างอิงจากข้อมูลภายนอก ซึ่งไม่อยู่ในแหล่งที่มานี้และควรตรวจสอบความถูกต้องเพิ่มเติม ศาลเจ้าโจซือกงถือเป็นศาลเจ้าเก่าแก่ของชาวจีนฮกเกี้ยนที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 และมีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะศูนย์กลางของเทศกาลกินเจในย่านตลาดน้อยสถาปัตยกรรมแบบจีนฮกเกี้ยนโบราณที่ปรากฏในศาลเจ้าโจซือกง มีลักษณะเด่นที่สะท้อนถึงงานฝีมือชั้นสูงและความเชื่อทางวัฒนธรรม ดังนี้

โครงสร้างและการผสมผสานวัสดุเดิมทีศาลเจ้าแห่งนี้สร้างด้วยไม้ทั้งหลังตามแบบโบราณ ก่อนจะมีการปรับเปลี่ยนมาเป็นการก่ออิฐผสมไม้ในภายหลัง เพื่อความแข็งแรงทนทานแต่ยังคงรูปแบบดั้งเดิมไว้ หลังคาที่วิจิตรบรรจง ลักษณะเด่นที่สุดคือหลังคาที่มีความโค้งมนและมุงด้วยกระเบื้องสีเข้ม บนสันหลังคาประดับด้วยประติมากรรมมังกรที่อ่อนช้อยและมีรายละเอียดซับซ้อน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและบารมี

ที่คอยปกป้องคุ้มครองสถานที่ การใช้สีมงคล มีการใช้สีแดงเป็นสีหลักในการตกแต่ง ทั้งในส่วนของเสาอาคารและโคมไฟที่แขวนประดับอยู่โดยรอบ เพื่อสื่อถึงความรุ่งเรืองและความสุขตามความเชื่อของชาวจีน สัตว์มงคลพิทักษ์ทางเข้า: มีการตั้งสิงโตหินแกะสลักหนึ่งคู่ไว้ที่หน้าประตูทางเข้าเพื่อทำหน้าที่เป็นทวารบาล โดยมีลักษณะเฉพาะคือตัวผู้จะเหยียบลูกบอลและตัวเมียจะเหยียบลูกสิงโตตัวเล็ก การบูรณาการ

อักษรวิจิตร Calligraphy งานสถาปัตยกรรมมีการประดับด้วยป้ายอักษรจีนทั้งแนวนอนและแนวตั้ง ตุ้ยเหลียน เช่น ป้ายเหนือประตูที่เขียนว่า 法光普照 แสงแห่งธรรมส่องสว่างไปทั่วสารทิศ ซึ่งนอกจากจะให้ความสวยงามแล้ว ยังเป็นการสอดแทรกคติธรรมและคำสอนไว้ในตัวอาคาร องค์ประกอบแสดงความศักดิ์สิทธิ์: มีการใช้ป้ายไม้สีแดงที่เขียนว่า 肅靜 สำรวมความสงบ และ 迴避 หลีกทาง ตั้งไว้ที่ด้านหน้า ซึ่งเป็นรูปแบบที่เลียนแบบมาจากระเบียบในศาลหรือขบวนเสด็จของขุนนางจีนโบราณ เพื่อสร้างบรรยากาศ

แห่งความเคารพยำเกรงให้แก่ศาสนสถาน สถาปัตยกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่บอกเล่าเรื่องราวความศรัทธา แต่ยังเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยืนยันความเก่าแก่ของศาลเจ้าแห่งนี้ที่มีอายุยาวนานมาตั้งแต่สมัยจักรพรรดิเจียชิ่งแห่งราชวงศ์ชิงจากภาพวาดของศาลเจ้าโจซือกง อักษรจีนที่ปรากฏในจุดต่าง ๆ มีความหมายที่ลึกซึ้งทั้งในเชิงกวีและความเชื่อทางศาสนา ดังนี้

1. บทกวีด้านขวาของภาพ อักษรพู่กันจีน ตัวอักษรขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านขวาของภาพ เป็นบทกวีที่บรรยายบรรยากาศของศาลเจ้า แถวแรก 雲深古寺靜  Yún shēn gǔ sì jìng)แปล ท่ามกลางหมู่เมฆที่ลึกซึ้ง (สื่อถึงความห่างไกลหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์) วัดเก่าแก่แห่งนี้ช่างเงียบสงบยิ่งนัก แถวที่สอง: 龍守藏月衣 Lóng shǒu cáng yuè yī ตัวอักษรมีความเป็นศิลปะสูง แปล มังกรเฝ้าพิทักษ์ ปกป้องรักษาอาภรณ์แห่งแสงจันทร์ เป็นการเปรียบเปรยถึงความงดงามและพลังอำนาจที่ซ่อนอยู่ในความสงบ

2. ป้ายไม้สีแดง ป้ายประกาศศักดิ์สิทธิ์ ที่หน้าประตูศาลเจ้าจะมีป้ายไม้สีแดงตั้งอยู่สองฝั่ง ซึ่งเป็นป้ายที่มักพบในศาลเจ้าเก่าแก่หรือขบวนแห่เทพเจ้าฝั่งขวา 肅靜 Sù jìng - ซู่จิ้ง แปล สำรวมความสงบ เป็นการเตือนให้ผู้ที่เข้ามาในบริเวณศาลเจ้าอยู่ในความสงบและสำรวมกายวาจาใจ เพื่อแสดงความเคารพต่อเทพเจ้า ฝั่งซ้าย 迴避 Huí bì - หุยปี้แปลหลีกทางในสมัยก่อนหมายถึงการให้ผู้คนหลีกทางให้กับขบวนเสด็จของเทพเจ้าหรือขุนนาง ในบริบทของศาลเจ้า หมายถึงการให้ความเคารพต่อพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์

3. ป้ายเหนือประตูและเสา ป้ายแนวนอนบนขอบประตู 法光普照 Fǎ guāng pǔ zhào แปลแสงแห่งธรรมส่องสว่างไปทั่วสารทิศ สื่อถึงบารมีและคำสอนของเทพเจ้าโจซือกงที่แผ่ขยายไปคุ้มครองเหล่าศิษย์และผู้ศรัทธาทุกคน อักษรคู่บนเสา ตุ้ยเหลียนแม้ในภาพจะเห็นไม่ชัดเจนทั้งหมด แต่อักษรบนเสาสีแดงมักจะเป็นคำอวยพรหรือการสรรเสริญบารมีของเทพเจ้าที่ส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุขให้กับชุมชน อักษรเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องประดับ แต่ยังเป็นการบอกเล่าถึง ความสงบ และ ความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของศาลเจ้าโจซือกงในย่านตลาดน้อยแห่งนี้

วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569

วัดมังกรกมลาวาส

 




Wat Mangkon by s72m7pjjgt


การวางผังตามแบบวัดหลวง วัดแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงอาคารเดียว แต่มีการวางแปลนตามแบบวัดหลวงที่มีความยิ่งใหญ่และซับซ้อน โดยประกอบด้วยอาคารหลักถึง 3 ส่วน คือ วิหารท้าวจตุโลกบาล ส่วนหน้า พระอุโบสถ ส่วนกลาง และวิหารเทพเจ้า ส่วนหลัง สถาปัตยกรรมเฉพาะทางที่ประณีตตัววัดถูกสร้างตามลักษณะสถาปัตยกรรมจีนตอนใต้ของสกุลช่างแต้จิ๋ว ซึ่งเป็นงานฝีมือที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญสูง เห็นได้

จากภาพวาดที่มีการประดับประดาด้วยรูปปั้นมังกรคู่บนหลังคาที่มีรายละเอียดวิจิตรบรรจง และรูปปั้นสิงโตหินขนาดใหญ่ที่หน้าประตู วัสดุและการก่อสร้างแบบโบราณการสร้างใช้วัสดุสำคัญคือไม้และอิฐ ซึ่งในสมัยนั้นการแกะสลักไม้สำหรับทำป้ายชื่อวัด ป้ายคู่หน้าประตู ตุ้ยเหลียน รวมถึงโครงสร้างหลังคาที่ซ้อนชั้นกัน

หลายชั้นตามที่เห็นในภาพ ต้องใช้เวลาและความละเอียดอ่อนของช่างฝีมืออย่างมาก งานอักษรศิลป์และจิตรกรรม ความเป็นสิริมงคลของวัดสะท้อนผ่านอักษรพู่กันจีนและป้ายไม้แกะสลักที่มีอยู่มากมายรอบบริเวณวัด ซึ่งเป็นงานศิลปะที่ต้องใช้เวลาในการสร้างสรรค์ให้สมบูรณ์แบบ สรุปได้ว่า ความอลังการของผังวัดแบบวัดหลวง ร่วมกับความวิจิตรของงานช่างศิลป์จีนแต้จิ๋วที่ต้องใช้ทั้งไม้และอิฐในการก่อสร้าง คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้การสร้างวัดมังกรกมลาวาสต้องใช้ความพิถีพิถันและระยะเวลานานกว่าจะแล้วเสร็จ ภาพวาดสีน้ำ ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับวัดมังกรกมลาวาส เล่งเน่ยยี่ โดยสามารถขยายความตามประเด็นสำคัญได้ดังนี้

1. ประวัติและการก่อสร้างที่มีความประณีต ระยะเวลาการสร้าง วัดแห่งนี้เริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2414 และด้วยความวิจิตรบรรจงของงานสถาปัตยกรรม ทำให้ต้องใช้เวลาก่อสร้างยาวนานถึง 8 ปี กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ วัสดุหลัก ในการก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ได้เลือกใช้ ไม้และอิฐ เป็นวัสดุสำคัญ ซึ่งเป็นพื้นฐานของงานสถาปัตยกรรมจีนที่มีความคงทนและสง่างาม

2. อัตลักษณ์สถาปัตยกรรมและการวางผังแบบ วัดหลวง สกุลช่างแต้จิ๋ว วัดมีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบจีนตอนใต้ของสกุลช่างแต้จิ๋ว ซึ่งโดดเด่นด้วยงานประติมากรรมบนหลังคาที่ประดับด้วยรูปปั้นมังกร และการใช้สีสันที่สื่อถึงความเป็นสิริมงคลการวางผังที่ทรงคุณค่า แผนผังของวัดถูกวางตามแบบวัดหลวง โดยจัดลำดับอาคารศักดิ์สิทธิ์เป็น 3 ส่วนหลัก คือ วิหารท้าวจตุโลกบาลเป็นวิหารด่านแรกสำหรับผู้ที่เข้ามาเยือน พระอุโบสถ ตั้งอยู่บริเวณส่วนกลางของวัด เป็นหัวใจสำคัญของพิธีกรรม วิหารเทพเจ้า ตั้งอยู่บริเวณส่วนหลังสุดของผังวัด

3. สัญลักษณ์มงคลและศิลปะทางจิตวิญญาณ จากภาพวาด ผู้พิทักษ์และสิริมงคล: ภาพวาดเผยให้เห็นสิงโตหินคู่ตั้งตระหง่านหน้าประตูเพื่อปกป้องสถานที่ และโคมไฟสีแดงที่แขวนเรียงรายสื่อถึงความโชคดี อักษรศิลป์มหายาน บนผนังและป้ายหน้าวัดมีการจารึกตัวอักษรจีนที่แสดงถึงความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามหายาน โดยเฉพาะคำนมัสการพระศากยามุนีพุทธเจ้าและพระอมิตาภพุทธเจ้า ชื่อวัดที่เป็นมงคล ป้ายชื่อวัดภาษาจีนอ่านว่า เล่งเน่ยยี่ Long Lian Si หมายถึง วัดมังกรดอกบัว ซึ่งสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของวัดที่เป็นศูนย์รวมจิตใจในย่านเยาวราช

4. การนำเสนอในรูปแบบวิจิตรศิลป์ ตัวภาพถูกนำเสนอในรูปแบบ ม้วนภาพแขวน Hanging Scroll แบบโบราณ พร้อมมีการประทับ ตราสีแดง Red Seals ที่มุมภาพ เพื่อยืนยันความสมบูรณ์และคุณค่าทางศิลปะของงานชิ้นนี้ โดยสรุป แหล่งข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าวัดมังกรกมลาวาสไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถาน แต่เป็น เพชรน้ำเอก ของสถาปัตยกรรมช่างแต้จิ๋ว ที่มีการวางผังอย่างเป็นระบบและเปี่ยมด้วยสัญลักษณ์แห่งความศรัทธา ศิลปะบนม้วนกระดาษที่ปรากฏในแหล่งข้อมูลนี้ เป็นรูปแบบการนำเสนอที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมอย่างเด่นชัด โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

รูปแบบม้วนภาพ Scroll Format ตัวภาพวาดถูกนำเสนอในลักษณะของม้วนภาพแขวนแบบโบราณ ซึ่งมีแกนไม้ด้านบนและด้านล่างสำหรับม้วนเก็บและกางออกเพื่อแขวนผนัง การใช้รูปแบบนี้ช่วยขับเน้นให้วัดมังกรกมลาวาสดูมีความขลังและทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ การประทับตราสีแดง Red Seals/Chops ในภาพมีการปรากฏของตราประทับรูปสี่เหลี่ยมสีแดงบริเวณมุมบนขวาและมุมซ้ายล่าง ตราประทับเหล่านี้ถือเป็น

องค์ประกอบสำคัญของศิลปะบนม้วนกระดาษในแถบเอเชียตะวันออก ใช้เพื่อระบุตัวตนของศิลปิน ผู้ครอบครอง หรือเป็นคติธรรมมงคล ซึ่งช่วยเพิ่มความสมบูรณ์แบบให้กับงานศิลปะชิ้นนี้ เทคนิคสีน้ำและหมึก
ภาพวาดนี้ใช้เทคนิคคล้ายการสะบัดพู่กันด้วยสีน้ำหรือหมึกจีน โดยเน้นโทนสีน้ำตาลและสีซีเปีย Sepia ให้

ความรู้สึกที่เก่าแก่และนุ่มนวล การเล่นน้ำหนักของสีทำให้เกิดมิติของแสงและเงาบนตัวอาคารวัดได้อย่างสวยงาม การผสมผสานวิจิตรศิลป์และอักษรศิลป์ นอกเหนือจากตัวภาพสถาปัตยกรรมแล้ว ศิลปะบนม้วนกระดาษนี้ยังรวบรวมการเขียนพู่กันจีน Calligraphy ไว้บนป้ายคู่หน้าวัดและป้ายชื่อวัด ซึ่งเป็นการผสานงานจิตรกรรมเข้ากับอักษรศิลป์ได้อย่างลงตัวตามขนบศิลปะจีน

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569

ย่านกุฎีจีนฝั่งธนบุรี

 




ศาลเจ้าเกียนอันเกง หรือศาลเจ้าแม่กวนอิม มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับคนในชุมชนกุฎีจีนทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ จิตใจ และวิถีชีวิตพหุวัฒนธรรม โดยมีรายละเอียดดังนี้

 ศูนย์รวมจิตใจและความศรัทธาศาลเจ้าแห่งนี้เป็นศาสนสถานเก่าแก่ที่คนในชุมชนให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก โดยเป็นที่ประดิษฐานของเจ้าแม่กวนอิมซึ่งผู้คนมักมากราบไหว้ขอพรในเรื่องโชคลาภ การงาน และการค้าขาย เพื่อให้ชีวิตมีความเจริญรุ่งเรือง ความหมายแห่งความสงบสุข ชื่อ เกียนอันเกง มีความหมายที่เป็นมงคล โดย เกียน แปลว่าสร้าง สื่อถึงบรรพบุรุษชาวฮกเกี้ยนเป็นผู้สร้างและ อัน แปลว่าความสงบสุขร่มเย็น เมื่อรวมกันจึงหมายถึง สถานที่ที่สร้างความสงบสุขร่มเย็นให้กับผู้คนที่เข้ามากราบไหว้รากฐาน

ประวัติศาสตร์ของชุมชนศาลเจ้าแห่งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวจีนฮกเกี้ยนที่ตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาตั้งรกรากริมคลองบางกอกใหญ่ตั้งแต่สมัยธนบุรี และชื่อ กุฎีจีน ของชุมชนก็น่าจะมีที่มาจากศาลเจ้าจีนแห่งนี้นี่เอง ความผูกพันผ่านสายตระกูลอาคารศาลเจ้าหลังปัจจุบันถูกสร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยบรรพบุรุษของสกุลตันติเวชกุลและสกุลสิมะเสถียร ซึ่งเป็นตระกูลเก่าแก่ใน

พื้นที่ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมของคนในชุมชนจากรุ่นสู่รุ่น สัญลักษณ์ของการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่าง ศาลเจ้าเกียนอันเกงเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ สามศาสนา สี่ความเชื่อ ในย่านกะดีจีน โดยตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างวัดกัลยาณมิตร พุทธ และโบสถ์ซางตาครู้ส คริสต์ ซึ่งมีทางเดินเลียบแม่น้ำเชื่อมถึงกันทั้งหมด สะท้อนถึงสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของคนในชุมชนที่แม้จะต่างศาสนาแต่ก็เคารพในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของกันและกัน และมักแวะเวียนมาเยี่ยมชมหรือทำบุญร่วมกันในโอกาส

ต่าง ๆ จุดเชื่อมต่อทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ปัจจุบันศาลเจ้าแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงที่ประกอบพิธีกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเช็คอินสำคัญในเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชุมชน ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมและสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างจีนและไทยได้อย่างงดงาม โดยสรุป ศาลเจ้าเกียนอันเกงจึงเปรียบเสมือนที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและสัญลักษณ์แห่งความสงบสุขที่หล่อหลอมให้คนไทยเชื้อสายต่าง ๆ ในชุมชนกุฎีจีนอยู่ร่วมกันอย่างสมเกียรติและสันติมาอย่างยาวนาน

ความแตกต่างทางศาสนาในชุมชนแห่งนี้ ไม่ถือเป็นอุปสรรค ต่อการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข โดยมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอุปสรรคและความขัดแย้งดังนี้

ความขัดแย้งระหว่างศาสนาแทบไม่มีผู้นำศาสนาและสมาชิกในชุมชนต่างให้ความเห็นตรงกันว่า ความขัดแย้งรุนแรงที่มาจากเรื่องศาสนาโดยตรงนั้น แทบไม่เคยเกิดขึ้นเลย เนื่องด้วยรากฐานที่อยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนานจนมีความสัมพันธ์ฉันเครือญาติ ความขัดแย้งระดับบุคคลเป็นเรื่องธรรมดา อุปสรรคที่พบมักเป็น เรื่องความคิดเห็นไม่ตรงกันส่วนบุคคล หรือการพูดคุยเรื่อง

ทั่วไปอย่างการเมือง ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ปุถุชน แต่จะไม่ลุกลามจนกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างศาสนา การจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี เมื่อเกิดความไม่เข้าใจกัน ชุมชนจะใช้การ พูดคุยผ่านตัวแทนหรือผู้นำชุมชน เพื่อไกล่เกลี่ยด้วยความยุติธรรม เสมอภาค และประนีประนอม เพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลาย ปัจจัยภายนอกที่ถูกนำมาแอบอ้าง

มีข้อสังเกตว่าปัญหาความขัดแย้งในสังคมส่วนใหญ่มักมาจากเรื่อง การแก่งแย่งชิงดี ปัญหายาเสพติด หรือผลประโยชน์ มากกว่าเรื่องศาสนา แต่ความแตกต่างทางศาสนามักถูกนำมาแอบอ้างเป็นสาเหตุ ความท้าทายจากคนกลุ่มใหม่ แหล่งข้อมูลระบุว่า ปัจจุบันอาจมีปัญหาจาก คนกลุ่มใหม่ที่ย้ายเข้ามา ซึ่งมักใช้ชีวิตเร่งรีบและต่างคนต่างอยู่มากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาเรื่องความไร้ระเบียบของสิ่งปลูกสร้าง ขยะ และมลพิษ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงสังคมและกายภาพมากกว่าเรื่องความเชื่อทางศาสนา โดยสรุปแล้ว อิทธิพลของหลักธรรมและการเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความแตกต่างทางศาสนาไม่อาจเป็นอุปสรรคต่อความสมัครสมานสามัคคีของคนในย่านกะดีจีนได้


Wat Kalya Peace by ลักษณาวดี มีซิน


วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ถนนเจริญกรุงแยกพลับพลไชย

 




Charoen krung road by ลักษณาวดี มีซิน


การอนุรักษ์ตึกแถวในย่านเจริญกรุงช่วยรักษาเอกลักษณ์ของพื้นที่แห่งนี้ไว้ในหลายมิติ ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตดั้งเดิม ดังนี้

1. การรักษาหลักฐานทางสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ การอนุรักษ์ช่วยให้รูปแบบสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นในแต่ละยุคสมัยยังคงอยู่ เช่น ตึกแถวสมัยรัชกาลที่ 6 ในซอยเจริญกรุง 28 ที่มีลักษณะเฉพาะคือ สูง 3 ชั้นและมีหลังคาทรงมะนิลา รวมถึงตึกแถวในซอย 34 (ตรอกวัดม่วง) ที่ได้รับความสำคัญจนมีการบูรณะครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2535 เพื่อคงสภาพเดิมไว้ อาคารเหล่านี้เป็นประจักษ์พยานถึงความรุ่งเรืองในอดีตที่ย่านนี้เคยเป็น ย่านการค้าของชาวตะวันตก ซึ่งเป็นที่ตั้งของทั้งสถานกงสุล บ้านเรือนชาวต่างชาติ และธนาคารต่างประเทศแห่งแรกๆ อย่างธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้

2. การคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตและการค้าแบบดั้งเดิม ตึกแถวไม่ได้เป็นเพียงอาคาร แต่เป็นพื้นที่ที่สะท้อน วิถีชีวิตแบบผสมผสาน (Mixed-use) ที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน เอกลักษณ์หนึ่งของเจริญกรุงคือการใช้พื้นที่ชั้นล่างเป็นหน้าร้านค้าขาย เช่น ห้างขายทอง และ ร้านขายผ้าหรือสิ่งทอ ที่นำสินค้ามาวางเรียงรายโชว์ไว้หน้าตึก ในขณะที่ชั้นบนยังคงใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือพื้นที่เก็บสินค้า ซึ่งภาพเหล่านี้ยังคงปรากฏให้เห็นแม้ในยุคก่อนการมาถึงของรถไฟฟ้าใต้ดิน

3. การรักษาบรรยากาศของย่านการค้าเก่า การอนุรักษ์ตึกแถวช่วยให้ทัศนียภาพของถนนเจริญกรุงยังคงความขลังและมีชีวิตชีวา บรรยากาศที่มี คนเดินเท้าพลุกพล่านบนทางเท้าแคบๆ ควบคู่ไปกับการสัญจรของยานพาหนะที่เป็นสัญลักษณ์ของย่านนี้อย่าง รถเมล์สาย 1 (ถนนตก-สนามหลวง) เป็นภาพจำที่เชื่อมโยงคนรุ่นปัจจุบันเข้ากับอดีต หากตึกแถวเหล่านี้ถูกทำลายหรือเปลี่ยนเป็นอาคารสมัยใหม่ทั้งหมด เอกลักษณ์ของความจอแจที่มีเสน่ห์และการเป็นศูนย์กลางการค้าดั้งเดิมก็จะหายไปด้วย

4. การสืบทอดเรื่องราวของบุคคลสำคัญ ตึกแถวบางกลุ่มยังเป็นเครื่องระลึกถึงบุคคลที่มีบทบาทในการสร้างเมือง อย่างเช่น พระยาภักดีนรเศรษฐ (เลิศ เศรษฐบุตร) ผู้เป็นเจ้าของตึกแถวในซอย 28 การอนุรักษ์อาคารเหล่านี้จึงเป็นการรักษาเรื่องราวและมรดกที่ท่านได้ทิ้งไว้ให้กับย่านเจริญกรุงและกรุงเทพฯ สรุปได้ว่า การอนุรักษ์ตึกแถวช่วยให้เจริญกรุงไม่กลายเป็นเพียงถนนที่ทันสมัยอย่างไร้รากเหง้า แต่ยังคงสถานะการเป็น ย่านประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต (Living Heritage) ที่รวบรวมเอาสถาปัตยกรรมตะวันตก ธุรกิจการค้าดั้งเดิม และวิถีชีวิตริมถนนสายแรกของไทยไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน จากแหล่งข้อมูลและภาพที่ปรากฏ ข้อมูลเกี่ยวกับรถเมล์สาย 1 ในย่านเจริญกรุงมีรายละเอียดดังนี้

เส้นทางการเดินรถรถเมล์สาย 1 เป็นสายรถเมล์เก่าแก่ที่วิ่งให้บริการในเส้นทางระหว่าง ถนนตก ถึง สนามหลวง โดยใช้เส้นทางหลักผ่านถนนเจริญกรุงซึ่งเป็นย่านการค้าสำคัญ ลักษณะรถในภาพแหล่งข้อมูล รถเมล์สาย 1 ที่ปรากฏเป็น รถเมล์ธรรมดา (รถเมล์แดง) ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ซึ่งเป็นภาพจำที่คุ้นตาของคนในย่านนี้มาอย่างยาวนาน บทบาทสำคัญในย่านเจริญกรุง

รถเมล์สายนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของการคมนาคมในย่านเจริญกรุงมาตั้งแต่อดีต ทำหน้าที่รับส่งผู้คนจากชุมชนเก่าและย่านการค้าต่างๆ เข้าสู่ใจกลางเมือง บริบททางประวัติศาสตร์ ภาพนี้บันทึกในช่วงเวลาก่อนที่จะมีการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งรถเมล์สาย 1 ยังคงเป็นทางเลือกหลักในการเดินทางท่ามกลางสภาพการจราจรที่หนาแน่นและบรรยากาศตึกแถวโบราณในย่านเจริญกรุง อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลนี้เน้นไปที่การ

บันทึกภาพบรรยากาศและการมีอยู่ของรถเมล์สายนี้ในช่วงเวลาหนึ่ง หากต้องการทราบประวัติเชิงลึก เช่น ปีที่เริ่มวิ่งให้บริการ หรือการเปลี่ยนแปลงจากรถรางมาเป็นรถเมล์อย่างละเอียด ข้อมูลในแหล่งนี้อาจไม่ครอบคลุมถึงลำดับเวลาทั้งหมด ซึ่งคุณอาจต้องการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมจากหอจดหมายเหตุหรือบันทึกประวัติศาสตร์การคมนาคมของกรุงเทพฯ


วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569

พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์

 



การเดินทางของความกรุณา by ลักษณาวดี มีซิน


นอกจากรูปสตรีและบุรุษที่คุ้นเคยกันแล้ว พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ยังมี ปางนิรมิตและรูปลักษณ์อื่น ๆ อีกมากมายตามแต่พระประสงค์ในการช่วยเหลือสรรพสัตว์ ดังนี้

การนิรมิตกายเป็นเทพและอมนุษย์ ในคัมภีร์มหายานระบุว่า พระองค์สามารถนิรมิตพระกายเป็น พระพุทธเจ้าพระพรหม หรือแม้แต่ยักษ์ เพื่อให้สะดวกต่อการประกอบพุทธกิจและเข้าถึงสรรพสัตว์แต่ละประเภทที่ตกทุกข์ได้ยาก ปางพระหยครีวะ (Hayagriva)ในคติพุทธศาสนาแบบญี่ปุ่น พระองค์ปรากฏในรูปของ บะโทะคันนง หรือพระหยครีวะ ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปลักษณ์นิรมิตที่มีความดุดัน พระอวโลกิเตศวรเปล่งรัศมีเป็นลักษณะทางศิลปะที่แสดงถึงพระบารมีที่แผ่ซ่านออกไปเพื่อโปรดสัตว์ ปางที่มีหลายพระกร รูป

เคารพในยุคหลังมักเพิ่มจำนวนพระกรให้มากขึ้น มากกว่า 2 หรือ 4 พระกรโดยในแต่ละหัตถ์จะถือสิ่งของมงคลต่าง ๆ เช่น สมุดหนังสือลูกประคำ และหม้อน้ำทิพย์ การอวตารเป็นบุคคลในโลกมนุษย์ ในทิเบตมีความเชื่อว่าพระองค์อวตารมาเกิดเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่สำคัญ คือ ทะไลลามะ และ พระการ์มาปา การที่พระองค์มีปางนิรมิตมากมายเช่นนี้ ก็เพื่อให้สอดคล้องกับพระนาม กวนอิน ที่แปลว่า พินิจสดับเสียงแห่ง

ความทุกข์ร้อนเพื่อจะโปรดช่วยเหลือ โดยพระองค์จะปรากฏกายในรูปใดก็ได้ที่เหมาะสมต่อการเยียวยาความทุกข์ในขณะนั้นเปรียบเทียบให้เห็นภาพปางนิรมิตต่าง ๆ ของพระอวโลกิเตศวรเปรียบเสมือน ชุดอุปกรณ์ปฐมพยาบาลที่มีเครื่องมือหลากหลาย โดยพระองค์ไม่ได้เลือกใช้เครื่องมือเดียวกับทุกคน แต่จะทรงพิจารณาว่าความทุกข์ของสัตว์โลกในขณะนั้นคืออะไร แล้วจึงนิรมิตกาย หยิบเครื่องมือ ที่เหมาะสมที่สุดออกมาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นความเมตตาที่อ่อนโยนแบบสตรี หรือความเด็ดขาดน่าเกรงขามแบบยักษ์ จากการวิเคราะห์แหล่งข้อมูลที่ให้มาและการสืบค้นเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของ พระราชธิดาเมี่ยวซ่าน (Princess Miao Shan) สามารถสรุปและวิเคราะห์ความเชื่อมโยงได้ดังนี้

1. ที่มาตามหลักฐานในแหล่งข้อมูล การเปลี่ยนผ่านจากบุรุษสู่สตรี แม้ในแหล่งข้อมูลตัวอักษรที่ให้มาจะไม่มีการระบุชื่อ เมี่ยวซ่านโดยตรง แต่ได้ให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ ที่มาของการกลายเป็นสตรี ของพระอวโลกิเตศวร ซึ่งเป็นรากฐานของตำนานพระราชธิดาเมี่ยวซ่าน ดังนี้

การนิรมิตกายแหล่งข้อมูลระบุว่าพระอวโลกิเตศวรสามารถ นิรมิตพระกายเป็นรูปต่าง ๆ ได้ตามพระประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า พระพรหม หรือยักษ์ เพื่อให้สะดวกในการช่วยเหลือสรรพสัตว์ การควบรวมกับพระนางตาราเสฐียรโกเศศวิเคราะห์ว่า ในแถบอินเดียเหนือนับถือ ดาราเทวีพระนางตารา ซึ่งเป็นชายาของพระอวโลกิเตศวรและมีฤทธิ์นิรมิตกายได้เช่นกัน ต่อมานักปราชญ์จีนจึงอธิบายว่าทั้งสองคือองค์เดียวกัน ทำให้เกิดการ ควบรวมจนพระอวโลกิเตศวรมีรูปกายเป็นผู้หญิง หรือที่รู้จักในนาม เจ้าแม่กวนอิมในเวลาต่อมา การตีความชื่อ กวนอิม ชื่อ กวนอิม หรือ กวนอิน แปลว่า พินิจสดับเสียงแห่งความทุกข์ร้อนเพื่อจะโปรด
ช่วยเหลือซึ่งสะท้อนถึงความเมตตาแบบมารดาที่คอยดูแลบุตร

2. ที่มาตามตำนานพื้นบ้าน ข้อมูลนอกเหนือจากแหล่งข้อมูล ข้อมูลส่วนนี้ไม่อยู่ในแหล่งข้อมูลที่ให้มา โปรดใช้วิจารณญาณในการตรวจสอบเพิ่มเติมตำนานพระราชธิดาเมี่ยวซ่านคือ เรื่องเล่าท้องถิ่น ที่ชาวจีนสร้างขึ้นเพื่ออธิบายว่าทำไมพระโพธิสัตว์จากอินเดียที่มีรูปกายเป็นชาย จึงกลายเป็นสตรีในวัฒนธรรมจีน บริบทของเรื่องเมี่ยวซ่านเป็นพระราชธิดาองค์ที่ 3 ของกษัตริย์เมี่ยวจวง ผู้ที่มีจิตใจฝักใฝ่ในธรรมะและปฏิเสธการแต่งงาน จนถูกพระบิดาสั่งประหารและกลั่นแกล้งต่าง ๆ นานา การแสดงมหาการุณภาพจุดพีคของเรื่องคือการที่เมี่ยวซ่านยอมสละดวงตาและแขนของตนเองเพื่อทำยาไปรักษาพระบิดาที่กำลังประชวรหนัก แม้พระบิดาจะเคยทำร้ายตนก็ตาม ความกตัญญูและเมตตานี้ทำให้พระองค์บรรลุธรรมเป็นพระโพธิสัตว์พันเนตรพันกร 

3. วิเคราะห์ในเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม การปรับตัวเข้ากับท้องถิ่น (Sinicization)การเกิดตำนานพระราชธิดาเมี่ยวซ่านคือความพยายามของชาวจีนในการเปลี่ยนพระโพธิสัตว์ที่เป็น คนนอก จากอินเดีย ให้กลายเป็น คนในมีประวัติเป็นคนจีนเพื่อให้ง่ายต่อการศรัทธา สัญลักษณ์ของความกตัญญู ตำนานเมี่ยวซ่านสอดแทรกคำสอนเรื่อง ความกตัญญู ซึ่งเป็นคุณธรรมสูงสุดของลัทธิขงจื๊อ เข้ากับ ความเมตตา ของพุทธศาสนาได้อย่างลงตัว

สรุป ที่มาของพระราชธิดาเมี่ยวซ่านคือการผสมผสานระหว่าง คติการนิรมิตกายของพระอวโลกิเตศวร และ การควบรวมรูปกายกับดาราเทวี เข้ากับตำนานพื้นบ้านของจีน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ พระโพธิสัตว์สตรี ที่ตอบโจทย์ทางจิตใจและวัฒนธรรมของชาวจีนและชาวไทยในเวลาต่อมาเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ตำนานพระราชธิดาเมี่ยวซ่านเปรียบเสมือน การแปลบทกวีภาษาสันสกฤตมาเป็นภาษาชาวบ้าน แม้เนื้อหาเดิมจะว่าด้วยความเมตตาอันเป็นสากล พระอวโลกิเตศวร แต่การแปลให้เป็นเรื่องราวของลูกสาวผู้กตัญญู เมี่ยวซ่านทำให้บทกวีนั้นกินใจและเข้าถึงความรู้สึกของผู้คนในท้องถิ่นได้ลึกซึ้งกว่าเดิม

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569

Singsianyerpao

 



Singsianyerpao by yv4466nrpm



สำนักพิมพ์ซิงเสียนเยอะเป้าได้มีการปฏิรูปและพัฒนาศักยภาพจากสื่อสิ่งพิมพ์ดั้งเดิมสู่การเป็น สื่อออนไลน์ (Online Media) อย่างเต็มตัว เพื่อให้เท่าทันยุคสมัยและตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยมีรายละเอียดการดำเนินงานที่สำคัญดังนี้

การเริ่มต้นเข้าสู่สื่อดิจิทัล (พ.ศ. 2556)สำนักพิมพ์เริ่มมุ่งเน้นการเป็นสื่อที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กระดาษ โดยพัฒนาช่องทางเผยแพร่ข่าวสารผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยมของจีน ได้แก่ วีแชท (WeChat) และ เหว่ยป๋อ (WeiBo)การขยายตัวนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้อ่านที่เป็น ชาวจีนทั้งในประเทศไทยและในสาธารณรัฐประชาชนจีนการขยายเครือข่ายและความร่วมมือในปีเดียวกัน

 (5 พฤศจิกายน 2556) ได้มีการทำสัญญาความร่วมมือกับ บริษัท หนานฟางมีเดีย จำกัด ซึ่งเป็นสื่อยักษ์ใหญ่ในมณฑลกวางตุ้ง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในฐานะสื่อกลางข่าวสารการปฏิรูปสู่มีเดียออนไลน์หลัก (พ.ศ. 2561)ซิงเสียนเยอะเป้าได้ยกระดับการดำเนินงานโดย ก่อตั้งบริษัทมีเดียออนไลน์ขึ้นที่มณฑลหยูน

หนาน ประเทศจีน เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจและตั้งเป้าที่จะเป็น มีเดียออนไลน์หลักในสาธารณรัฐประชาชนจีน การสร้างคอนเทนต์เฉพาะทางมีการสร้างแบรนด์สื่อออนไลน์ใหม่ ๆ เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น Panda Walker

นิตยสารและสื่อออนไลน์ที่มุ่งเน้นให้ข้อมูลด้านการเดินทาง (มีช่องทางติดต่อผ่าน Facebook)Guide Book: สื่อมีเดียออนไลน์ที่ให้บริการข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวชาวจีนที่สนใจเดินทางมายังประเทศไทย ช่องทางเว็บไซต์ นอกเหนือจากโซเชียลมีเดียแล้ว ยังมีเว็บไซต์อย่างเป็นทางการคือ

 http://singsiandailynews.com/ เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลข่าวสารในรูปแบบดิจิทัล การปรับตัวสู่โลกออนไลน์ของซิงเสียนเยอะเป้าเปรียบเสมือนการที่ สะพานข่าวสาร เดิมที่สร้างจากอิฐและปูนได้เปลี่ยนมาเป็นสะพานที่สร้างจากระบบโครงข่ายดิจิทัลที่ไร้พรมแดน ทำให้ข่าวสารสามารถส่งถึงผู้รับได้รวดเร็วและกว้างขวางขึ้น โดยที่ยังคงทำหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์ไทย - จีนไว้อย่างมั่นคงเช่นเดิม
การอภิปรายเรื่อง สมาชิกธุรกิจออนไลน์ ในบริบทของบริษัท ซิงเสียนเยอะเป้า จำกัด สามารถสรุปได้เป็น 2 ประเด็นสำคัญ คือ สมาชิกบนแพลตฟอร์มข้อมูลธุรกิจ และการเข้าถึงสมาชิกหรือผู้อ่านผ่านสื่อออนไลน์ของสำนักพิมพ์เอง ดังนี้

1. สมาชิกบนแพลตฟอร์มข้อมูลนิติบุคคล สำหรับการเข้าถึงข้อมูลของบริษัท ซิงเสียนเยอะเป้า ผ่านแพลตฟอร์มผู้ให้บริการข้อมูลธุรกิจ (เช่น dataforthai.com) สมาชิกจะได้รับสิทธิประโยชน์ดังนี้การจัดการข้อมูลสมาชิกสามารถ สมัครสมาชิกได้ฟรี เพื่อบันทึกรายชื่อบริษัทที่สนใจ และสามารถ จัดหมวดหมู่บริษัท ตามประเภทความสัมพันธ์ เช่น ลูกค้าคู่แข่ง หรือซัพพลายเออร์ เครื่องมือวิเคราะห์สมาชิกมีเครื่องมือในการเรียงลำดับ เปรียบเทียบข้อมูล และปรับมุมมองการแสดงผลตามความต้องการ รวมถึงสามารถ ส่งออก (Export) รายชื่อเป็นไฟล์ Excel เพื่อนำไปใช้งานต่อได้การเข้าถึงข้อมูลติดต่อ

สมาชิกสามารถ ดูข้อมูลการติดต่อเพิ่มเติม เช่น เบอร์โทรศัพท์ ช่องทางออนไลน์อื่น ๆ ที่รวบรวมจากแหล่งข้อมูลสาธารณะการปรับปรุงข้อมูลโดยเจ้าของกิจการหากเป็นเจ้าของกิจการ สามารถเข้ามายืนยันตัวตนเพื่อ ปรับปรุงแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อมูล ของบริษัทให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบันได้โดยตรง

2. การสร้างฐานสมาชิกผ่านสื่อออนไลน์ของสำนักพิมพ์ (Online Media) สำนักพิมพ์ซิงเสียนเยอะเป้าได้ปฏิรูปตัวเองเพื่อเข้าถึงสมาชิกและกลุ่มเป้าหมายในโลกออนไลน์อย่างเป็นระบบการเจาะกลุ่มสมาชิกชาวจีนมุ่งเน้นไปที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลักของจีน ได้แก่ วีแชท (WeChat) และ เหว่ยป๋อ (WeiBo) เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของชาวจีนทั้งในไทยและในจีนสมาชิกเฉพาะกลุ่ม (Niche Market): มีการสร้างสื่อ

ออนไลน์และนิตยสารดิจิทัลเพื่อดึงดูดสมาชิกที่สนใจเฉพาะด้าน เช่น Panda Walker และ Guide Book ซึ่งเน้นให้บริการข้อมูลด้านการเดินทางแก่นักท่องเที่ยวชาวจีน การขยายเครือข่ายสู่ระดับภูมิภาคได้มีการก่อตั้งบริษัทมีเดียออนไลน์ขึ้นที่ มณฑลหยูนหนาน เพื่อพัฒนาให้เป็นสื่อออนไลน์หลัก (Online Media) ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นการขยายฐานสมาชิกข้ามพรมแดน โดยสรุปแล้ว ระบบสมาชิกในแง่ของ

ธุรกิจออนไลน์ช่วยให้การบริหารจัดการข้อมูลนิติบุคคลมีความสะดวกและแม่นยำขึ้น ในขณะที่การมุ่งเน้นสื่อออนไลน์ของสำนักพิมพ์เองก็ช่วยให้สามารถขยายฐาน สมาชิกที่เป็นผู้อ่านไปได้กว้างขวางขึ้นผ่านระบบดิจิทัลและโซเชียลมีเดียระดับโลก
ข้อมูลเกี่ยวกับ บริษัท ซิงเสียนเยอะเป้า จำกัด(Sing Sian Yer Pao Co., Ltd.) โดยแบ่งออกเป็นมิติต่าง ๆ ดังนี้

1. ข้อมูลพื้นฐานและสถานะนิติบุคคล การจดทะเบียน บริษัทจดทะเบียนในชื่อ บริษัท ซิงเสียนเยอะเป้า จำกัด (SING SIAN YER PAO CO., LTD.) เลขทะเบียน 0105492000666 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2492 สถานะปัจจุบันบริษัทยังคง ยังดำเนินกิจการอยู่ และเป็นธุรกิจที่มีการส่งงบการเงินล่าสุด ทุนจดทะเบียน มีทุนจดทะเบียนรวม 68,750,000 บาทโครงสร้างผู้ถือหุ้น ส่วนใหญ่เป็นสัญชาติ ไทย (72.7%) คิดเป็นมูลค่า 50,000,000 บาท และสัญชาติ จีน (27.3%) คิดเป็นมูลค่า 18,750,000 บาท

2. ประวัติความเป็นมาและอุดมการณ์ ความหมายของชื่อ ซิง หมายถึง ดาว เสียน หมายถึง สยาม และ เยอะเป้า หมายถึง หนังสือพิมพ์รายวัน รวมความแล้วคือ หนังสือพิมพ์รายวันดาวสยาม ผู้ก่อตั้งก่อตั้งโดยสองพี่น้องตระกูลโอ้ว คือ นายโอ้ว บน โฮ้ว และ นายโอ้ว บน ป้า เจ้าของกิจการ ยาหม่องตราเสือ วัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางในการ เผยแพร่วัฒนธรรมจีน และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างชาวจีนโพ้นทะเลกับคนไทย  เครือข่าย เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย สตาร์นิวส์ ที่มีหนังสือพิมพ์ในเครือข่ายทั้งในจีน สิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง

3. การดำเนินธุรกิจและบริการ ผลิตภัณฑ์หลัก เป็นผู้ผลิตและจำหน่าย หนังสือพิมพ์รายวันภาษาจีน (ตัวย่อ) ในรูปแบบหนังสือพิมพ์ผู้นำ (Elite Newspaper) โดยมียอดจำหน่ายประมาณ 40,000 ฉบับ บริการด้านโฆษณาประกอบธุรกิจกิจกรรมของบริษัทโฆษณา โดยรับ ผลิตสื่อโฆษณาทางออนไลน์ทุกชนิด เพื่อเผยแพร่ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงงานประชาสัมพันธ์และงานพิมพ์ต่าง ๆ การจัดการข้อมูล มีระบบที่ให้สมาชิกสามารถบันทึกและจัดการรายชื่อบริษัท จัดหมวดหมู่คู่แข่งหรือซัพพลายเออร์ และส่งออกข้อมูลเป็นไฟล์ Excel ได้ 

4. การปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) แหล่งข้อมูลระบุว่าบริษัทได้ปฏิรูปสื่ออย่างต่อเนื่องเพื่อให้เท่าทันยุคสมัยพ.ศ. 2553 เปลี่ยนจากการใช้ภาษาจีนตัวเต็มมาเป็น ภาษาจีนตัวย่อ พ.ศ. 2556 มุ่งเน้นไปที่สื่อออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์ม WeChat และ WeiBo และทำสัญญาความร่วมมือกับ หนานฟางมีเดีย จำกัด สื่อยักษ์ใหญ่ในมณฑลกวางตุ้ง พ.ศ. 2561 ก่อตั้งบริษัทมีเดียออนไลน์ใน มณฑลหยูนหนาน และสร้างนิตยสาร Panda Walker รวมถึงสื่อออนไลน์ Guide Book เพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวชาวจีน

5. สถานที่ตั้งและผู้บริหาร สำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่เลขที่ 267 ถนนเจริญกรุง แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ ณ อาคารเก่าของห้างเอส. เอ. บี. บริเวณทางแยกเอส. เอ. บี.ผู้บริหาร ปัจจุบันบริหารงานโดย คุณ Yingqiao Guo ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าบรรณาธิการ ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ซิงเสียนเยอะเป้าไม่ได้เป็นเพียงหนังสือพิมพ์เก่าแก่ แต่เป็นองค์กรสื่อที่มีการปรับตัวเข้าสู่การเป็น มีเดียออนไลน์หลัก อย่างเต็มรูปแบบในปัจจุบัน



วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ประหยัดกับตระหนี่ต่างกันน่ะ



IMG_000000190000077_77



ISMG_000000000203000


ไม่ว่าท่านจะตกอยู่ในสถานการณ์อะไร
เราจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างแน่นอน
ตามหลักการแห่งการ เปลี่ยนพิษเป็นยา
นี่คือพลังของธรรมมหัศจรรย์
ขอให้ท้าทายเอาชนะทุกอุปสรรค
ด้วยความกล้าหาญ เชื่อมั่น ปีติยินดี และในแง่บวก
และจงมีชัยชนะที่สมบูรณ์

คำว่า ประหยัด โดยตรงหมายถึง
การรู้จักประมาณในการใช้จ่าย รู้จักประมาณในการกิน
ในที่บางแห่งท่านนำไปใช้ประกอบกับเวลา ประกอบกับคำพูด
เช่น คำว่าประหยัดเวลา ประหยัดคำพูด
คนที่มีนิสัยประหยัดกับคนที่มีนิสัยตระหนี่ มีลักษณะไม่เหมือนกัน
คนตระหนี่มีลักษณะหวงแหน เอาแต่ได้ไม่ยอมจ่าย
ความสุขของคนตระหนี่คือคอยเก็บเข้าไว้
มีความรู้สึกอย่างเดียวว่าประโยชน์ของการได้มาคือการเก็บไว้
ถ้าจะเปรียบนิสัยของตระหนี่กับประตู
ก็เปรียบได้กับประตูที่เปิดให้คนเข้าไปได้ แต่ไม่ยอมเปิดให้ออกมา

ความตระหนี่ตรงข้ามกับความสุรุ่ยสุร่าย
คนที่มีนิสัยสุรุ่ยสุร่ายคือคนที่ขาดความเสียดาย ไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งของ
ไม่คิดหน้าคิดหลังว่าความทุกข์เดือดร้อนจะติดตามมาอย่างไร
ถือเอาความอยากเป็นผู้บงการ เมื่อความอยากเกิดขึ้นต้องสนองความอยากทันที
ความสุรุ่ยสุร่ายคู่กับความฟุ่มเฟือย

การประหยัดอยู่ระหว่างความตระหนี่กับความสุรุ่ยสุร่าย
คือใช้จ่ายในที่ควรใช้จ่าย เก็บในสิ่งที่ควรเก็บ
เมื่อถึงคราวที่จะต้องใช้จ่ายหรือจะต้องเสียแล้ว
คนที่มีนิสัยประหยัดจะยอมเสียสละทันที
แต่เมื่อจะต้องใช้จ่ายหรือจะต้องเสียโดยไม่จำเป็นแล้ว
คนที่มีนิสัยประหยัดจะไม่ยอมใช้จ่ายหรือยอมเสียเลย
พูดง่ายๆ ว่าคนประหยัดจะไม่ยอมให้ทุกอย่างผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์

วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ปฏิวัติชีวิต



EImgBy.jpg


SGI INTERNATION BUDDHISM SGI INTERNATION BUDDHISM SGI INTERNATION BUDDHISM SGI INTERNATION BUDDHISM SGI INTERNATION BUDDHISM SGI INTERNATION BUDDHISM SGI INTERNATION BUDDHISM SGI INTERNATION BUDDHISM SGI INTERNATION BUDDHISM SGI INTERNATION BUDDHISM SGI INTERNATION BUDDHISM SGI INTERNATION BUDDHISM SGI INTERNATION BUDDHISM SGI INTERNATION BUDDHISM SGI INTERNATION BUDDHISM SGI INTERNATION BUDDHISM SGI INTERNATION BUDDHISM SGI INTERNATION BUDDHISM SGI INTERNATION BUDDHISM SGI INTERNATION BUDDHISM SGI INTERNATION BUDDHISM

วันนี้ฝนตกในเขตกรุงทพ - ปริมลฑลอีกเช่นเคยอากาศไม่หนาวภาพที่ทุกท่านเห็นอยู่ด้านบนนี้คือ วัดอาซะกุสะ อยู่ที่ญี่ปุ่น วันพรุ่งนี้ยังมีความหวังว่าอากาศจะหนาวบ้างเพราะต่างประเทศก็หนาวแล้วที่ประเทศญี่ปุ่นญีปุ่นก็หนาวแล้ว - จีนก็หนาวแล้วหน้าหนาวดีอย่างไรไว้จะค่อย ๆ คุยให้ทราบ

พื้นฐานของ(พุทธธรรม)คือการมีความสุขขอให้ก้าวหน้าด้วยความศรัทธาที่เข้มแข็งและเชื่อมั่นอยู่เสมอเป็นเพราะความเข้มแข็งในการศรัทธาเป็นสิ่งที่ตัดสินว่าเราจะสามารถแสดง(พลังพุทธะ)และพลังธรรมะออกมาในชีวิตของเราได้หรือไม่ต้องย้อนกลับมาที่ ธรรม


วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2557

刘家良 洪拳父師






แต่หากจะพูดถึงงานที่ทำให้อาชีพผู้กำกับของ หลิวเจียเหลียง มั่นคงขึ้นมาทันที ก็คือ "ถล่มเจ้าระฆังทอง" (1977) หนังกังฟูสุดฮิต ที่เล่าถึงจอมยุทธต้นกำเนิดมวยสายหงกวน อย่าง "หงซีกวน" ถล่มเจ้าระฆังทอง จับเอาเหตุการณ์ในสมัยเฉียนหลง ที่เหล่าชาวฮั่นโดนกวาดล้างหนัก ฐานที่มั่นสำคัญอย่างเสาหลินโดนเผาจนราบ หงซีกวน (เฉินกวนไท้) ที่เอาชีวิตรอดมาได้ ต้องต่อสู้กับศัตรูตัวร้ายอย่างนักพรตคิ้วขาว "ไป๋เม่ย" (สวมบทอย่างยอดเยี่ยมโดย หลอลี่) ที่ฝึกฝนหนักแค่ก็ยังพ่ายแพ้ ถึงขั้นโดนสังหาร จนต้องให้ลูกชายคือ หงเหวินติง (หวังยี่) มารับหน้าที่สืบสานต่อหน้าที่แทน หลังจากนั้นเขายังดังสุด ๆ กับ "ยอดมนุษย์ยุทธจักร" (1978) หนังเกี่ยวกับวัดเส้าหลิน ที่ฝรั่งยังกรี๊ดเมื่อถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายในสหรัฐฯ ด้วยชื่อ Master Killer แต่งานในยุคแรกของ หลิวเจียเหลียง ที่ถือว่าน่าสนใจที่สุด และสมควรจะกล่าวถึงเป็นพิเศษก็คือ "จอมเพชฌฆาตเจ้าสิงโต" (1976) หนังที่เล่าเรื่องชีวิตในช่วงต้นของปรมาจารย์ หวงเฟยหง

กับการฝึกฝนวิชามวย "หงกวน" จากอาจารย์ของบิดาที่ชื่อว่า ลู่อาไฉ (เฉินกวนไท้) เป็นหนังกังฟูเรียบง่ายแต่หนักแน่น และจริงจัง เนื้อหาพูดถึงการเติบโตของจอมยุทธ์ จากเด็กหนุ่มที่ไม่เคยฝึกมวยมาก่อน จนกลายเป็นจอมยุทธขึ้นมาได้ ด้วยการเล่าเรื่องที่น่าเชื่อถือและลึกซึ้ง กับเนื้อเรื่องที่คล้าย ๆ กับ "ไอ้หนุ่มหมัดเมา" แต่ตัดเรื่องการดื่มเหล้า และความตลกออกไป งานของ หลิวเจียเหลียง มักจะพูดถึงความสัมพันธ์ของศิษย์กับอาจารย์ และเรื่องราวการฝึกตนของตัวละคร ไม่ใช่แค่การเรียนรู้ฝึกฝนยอดวิชาอันไร้เทียมทาน แต่ยังรวมถึงการอุตสาหะเอาชนะความยากลำบาก แลพัฒนาจิตใจของตัวละครด้วย และที่สำคัญ จอมเพชฌฆาตเจ้าสิงโต ยังมีเนื้อหาที่ไม่ค่อยได้เห็นนักในหนังกังฟูทั่วไป คือ เนื้อเรื่องที่ว่าด้วย

การให้อภัยกัน เมื่อในตอนท้ายของเรื่องตัวละครเอกที่เพียรฝึกวิชาเพื่อแก้แค้นแทนผู้มีพระคุณ ที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม กลับลงเอยด้วยการปล่อยวางความแค้น เป็นฉากที่แทบไม่ปรากฏอยู่ในหนังแนวนี้เลย หลิวเจียเหลียง เป็นนักบู๊ที่ฝึกมวยมาจริง ๆ เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของ หลิวชาน ศิษย์ของ หลินซื่อหยง ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหวงเฟยหงอีกต่อหนึ่ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะทำหนังที่ว่าด้วยมวยตระกูลหงกวน และสายเส้าหลินได้ดีเป็นพิเศษ มวยตระกูลนี้แม้จะตั้งชื่อตาม หงซีกวน แต่ก็ไม่ได้มีบันทึกที่ชัดเจนเกี่ยวกับวีรบุรุษแห่งเส้าหลินผู้นี้อยู่สักเท่าไหร่ ปรมาจารย์ต้นสายของ หงกวน ที่พอจะสืบค้นได้ก็เห็นจะเป็น ลู่อาไฉ ตัวละครเอกตัวหนึ่งใน จอมเพชฌฆาตเจ้าสิงโต ซึ่งถือว่าเป็นอาจารย์ของหวงเฟยหง และ

ยังเป็นอาจารย์ปู่ทวดของ หลิวเจียเหลียง ด้วย ชีวประวัติเรื่องราวของ ลู่อาไฉ คือสิ่งที่ หลิวเจียเหลียง พยายามจะดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ให้ได้ แต่เพราะในช่วงท้ายของชีวิตสุขภาพของเขาทรุดโทรมไปมา ความตั้งใจดังกล่าวจึงไม่สามารถทำให้บรรลุผลได้ แม้จะน่าเสียดาย แต่อย่างน้อย จอมเพชฌฆาตเจ้าสิงโตที่ หลิวเจียเหลียง ฝากเอาไว้ ก็ถือว่ายิ่งใหญ่เพียงพอแล้ว กังฟูไม่ได้เอาไว้ฆ่ากัน และไม่ใช่เฉพาะ "จอมเพชฌฆาตเจ้าสิงโต" เท่านั้น หากจะย้อนกลับไปดูบรรดาหนังยุคคลาสสิกของผู้กำกับระดับตำนาน หลิวเจียเหลียง จะพบว่ามีอยู่หลายเรื่องที่มีเนื้อหาที่แตกต่างจากหนังกังฟูจำนวนมาก เพราะไม่ได้มุ่งไปถึงเรื่องฆ่าฟัน แม้บทบู๊จะยังโดดเด่นดูมันส์ สนุกตื่นเต้นเหมือนเดิมก็ตาม "ถล่มสำนักสิงห์กวางตุ้ง"

(1978) เป็นหนังที่ หลิวเจียเหลียง เล่าถึงชีวิตวัยหนุ่มของ หวงเฟยหง อีกครั้ง ในท้องเรื่องที่ว่าด้วยความขัดแย้งของสองสำนักกังฟูประจำเมือง ซึ่งก่อเรื่องวิวาทกันอยู่เป็นประจำ และหนึ่งในนั้นก็คือสำนักของ หวงเฟยหง นั่นเอง ความบาดหมางระหว่างสำนักมวยทั้งสอง บานปลายถึงขั้นกลายเป็นเรื่องใหญ่โต และไม่มีทีท่าว่าจะหาข้อยุติได้ง่าย ๆ จนเมื่อสำนักคู่อริไปได้ยอดฝีมือจากทางเหนือมาเป็นกำลังสำคัญ ฝ่ายของ หวงเฟยหง ก็ดูจะลำบากขึ้นมาทันที นอกจากคิวบู๊มัน ๆ แล้ว ถล่มสำนักสิงห์กวางตุ้ง ยังพูดถึงความเป็นไม้เบื่อไม้เมากันระหว่างคนภาคเหนือแถบปักกิ่ง กับคนไต้ในกวางตุ้งได้น่าสนใจดี และมีบทสรุปจบท้ายในแง่บวก ที่ให้ตัวละครสามารถเอาชนะความแตกต่างเรื่องวัฒนธรรม จนสามารถปรองดองกันได้ในที่สุด หลิวเจียเหลียง ยังมีงานที่เป็นหนังกังฟูประเภทที่ไม่มีบรรยากาศของการฆ่าฟันอะไรเลย แบบนี้อยู่อีกหลายเรื่อง "คุณย่ายังสาว" (1981) เล่าถึงสาวสวย (ฮุ่ยอิงหง) ที่แต่งเข้าตระกูลใหญ่ กลาย

เป็นภรรยาของเจ้าตระกูล แต่สามีสูงวัยกลับตายไปตั้งแต่ก่อนเธอจะเข้าบ้าน และได้พบหน้าเขาด้วยซ้ำ จนเธอต้องกลายเป็นม่ายทันทีที่เดินทางมาถึงบ้านของฝ่ายชาย แถมยังต้องใช้วิชากังฟูของตัวเอง มาช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งแย่งสมบัติในตระกูลอีก ส่วน "ไอ้หนุ่มมวยจีน" (1980) เป็นหนังที่ว่าด้วยความรักความเกลียดของ จีนกับญี่ปุ่น แต่นำเสนอในมุมมองเบา ๆ ไม่ได้จงเกลียดจงชังอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้เหมือนหนังจีนบางเรื่อง หนังพูดถึงหนุ่มกังฟูที่ถูกจับแต่งงานกับสาวญี่ปุ่น และต้องไปพิสูจน์ฝีมือว่าตัวเองคู่ควรกับเธอ ด้วยการประลองกับยอดฝีมือของญี่ปุ่นถึง 7 คน เป็นหนังที่ต้องบอกว่าแทบไม่มีใครตายให้เห็นเลย แต่ทั้งหมดทั้งมวลของหนังโดย หลิวเจียเหลียง ที่มีน้ำเสียงต่อต้านความรุนแรง, ให้มุมมองที่แตกต่าง ไม่ได้นำเสนอกังฟูในฐานะวิชาแห่งการฆ่ากันก็คือ "18 เจ้าอาวุธมหาประลัย" (1981) หนังเล่าถึงเหตุการณ์ในช่วงสมัยซูสีไทเฮา เมื่อช่วงก่อนจะเกิดความโกลาหลในเหตุการณ์ "กบฏนักมวย" เล็กน้อย ที่ราชสำนักชิงได้มีคำสั่งให้เหล่าสำนักมวยมาเป็นกำลังให้กับราชสำนักเพื่อต่อต้านชาวต่างชาติ แต่แล้ว

ยอดฝีมือคนหนึ่งกลับเลือกยุบสำนักสาขาของตัวเองทิ้งแบบไร้สาเหตุ จนต้องมีการส่งคนเข้าไปสืบสาวราวเรื่อง หนังเฉลยว่ายอดฝีมือคนนี้ (หลิวเจียเหลียง สวมบทบาทเอง) ได้เกิดคำถามในใจว่าวิชามวยของตัวเอง กำลังจะตกเป็นเครื่องมือของราชสำนัก ในการมอมเมาประชาชน ด้วยคำลวงให้เชื่อว่าจีนจะสามารถต่อกรกับปืนไฟของต่างชาติได้ หากมีวิชาหมัดมวย และวิชาอยู่ยงคงกระพันธ์พวกนี้ แต่เขากลับมองเห็นว่านั่นเป็นเพียงเรื่องเป็นไปไม่ได้ และมีแต่จะทำให้คนจีนต้องตายไปอย่างไร้ค่าเท่านั้น แน่นอนว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ของ 18 เจ้าอาวุธมหาประลัย ว่าด้วยการต่อสู้ระหว่างผู้ทรยศกับบรรดามือดีของสำนักต่าง ๆ ที่ทางการส่งมากำราบเขา แต่เนื้อหาใจความของหนังนั้นก็ชัดเจน ว่าเป็นการตั้งคำถามถึงการใช้ความรุนแรง ถือว่าเป็นคำถาม และบทเรียนที่ปรมาจารย์ หลิวเจียเหลียง ฝากเอาไว้แม้ตัวท่านจะไม่อยู่บนโลกแล้วก็ตาม

ภาพจาก.....อินเตอร์เนท

ที่มาของบทความ

วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2557

คำเตือนจากเบื้องบน

EImgBy.jpg




1AkfKP.gif

มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ เหมือนปลาที่ว่ายอยู่ในตู้ ว่ายเวียนไป - เวียนมา ไม่รู้จบ จะไม่สามารถหลุดพ้นออกจากตู้ได้นอกจากความตายหรือหลุมฝังศพนั่นเอง มนุษย์ทุกชีวิตจะต้องเกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย และเป็นของแน่นอนที่สุด แล้วทำไม่ต้องมากลั่นแกล้งกัน - ทะเลาะกัน - เกลี่ยดชังกัน - อิจฉา - ริษยากันเพื่ออะไรทำไม ? ไม่ให้อภัยให้ซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดสุข จิตจะได้ สงบ ไม่ต้องกลุ้มใจ ทำให้ประสาท ไม่ตึงเครียด ดังนั้นเรามาร่วมด้วยช่วยกันเข้าธรรมมะซ่ะเถิด เพื่อจะได้มี จิต สงบ สบาย คลายทุกข์และจะได้ละซึ่งความโลภ - โกรธ - หลง เพื่อตัดกิเลส พวกอยากดัง - อยากเด่น - อยากสวย - อยากรวย อยากได้เกียรติยศซึ่งล้วนแต่ได้แล้วก็ไม่จีรังยั่งยืนตลอดไป เมื่อได้แล้วก็เสื่อมไป เป็นกฏธรรมชาติ ดังนั้น..จงปลงเสียเถิดแล้วจะอยู่อย่างสุขสบาย โดยรีบสร้างความดีตั้งแต่วันนี้ - วินาทีนี้ เริ่มเลยไม่ต้องลังเล เพราะไม่แน่นักพรุ่งนี้ท่านอาจหมดโอกาสสร้างความดี คัดลอกจาก.......หนังสือที่เขาพิมพ์แจกตามเทศกาลต่าง ๆ โดยผู้ใช้นามแฝงว่า......หลานสมเด็จ ฯ 


1AkfKP.gif

วันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2557

12 มงคลแห่งชีวิต

DSCF735-111000



12 มงคลแห่งชีวิต ที่จะช่วยเสริมให้ชีวิตของคุณดีขึ้นได้ หากคุณพกสิ่งเหล่านี้ หรือมีของเหล่านี้ประดับตกแต่งไว้ในบ้านก็จะโชคดี หลายคนคงอยากรู้กันแล้วว่า ของมงคล 12 อย่างที่เราพูดถึงคืออะไร ตาม Sanook ! Horoscope มาดูกันเลยค่ะ มงคลแห่งอำนาจ "มังกร" เป็นสัตว์มงคลสูงสุดของจีน เชื่อกันว่ามังกรจะนำความสูงศักดิ์มาสู่ผู้คน เพราะเป็นตัวแทนแห่งความดีงามทุกประการ นอกจากนี้มังกรยังเป็นผู้นำฝนแห่งชีวิตมาสู่มนุษย์ ทำให้เกิดการฟื้นฟูหรือเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี มงคลแห่งความยั่งยืน "เต่า" เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องความเป็นสิริมงคลแห่งอายุขัย นับเป็นเทพแห่งความยั่งยืนความแข็งแรง รวมถึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยป้องกันภยันตรายและสิ่งชั่วร้ายนานาประการ มงคลแห่งการแข็งขัน "หมู"
สัญลักษณ์ที่ชาวจีนใช้ในการอวยพรให้กันและกัน ทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย นิยม


ใช้อวยพรให้แก่ลูกหลานเพื่อให้สอบผ่านได้โดยง่าย มงคลแห่งผลกำไร "ปลาทอง" สัตว์น้ำที่เชื่อกันว่าสามารถสร้างความเป็นมงคลในเรื่องของการกอบโกยผลกำไร ส่งเสริมโชคในการเป็นฝ่ายได้ผลประโยชน์ รวมทั้งยังเป็นวัตถุมงคลอันทรงอิทธิพลที่จะทำให้เจ้าของบ้านมีทรัพย์สิน ทอง และหยกไว้ในครอบครอง มงคลแห่งความสมหวัง "กวาง" หรือ ลก ในภาษาจีน เป็นสัญลักษณ์แทนเทพเจ้าลก ซึ่งหมายถึงยศถาบรรดาศักดิ์ และความร่ำรวย นอกจากนี้ ชาวจีนยังเชื่อว่ากวางเป็นสัตว์มงคลที่ช่วยให้สมหวังในสิ่งที่ปรารถนา รวมถึง การขจัดปัดเป่าเรื่องทะเลาะเบาะแว้งและช่วยสานสายสัมพันธ์ มงคลแห่งวาสนา "กิเลน" สัตว์มงคลในตำนานที่ชาวจีนเชื่อว่าจะนำวาสนาและความมั่นคงมาสู่ครอบครัว การตั้งกิเลนภายในบ้านเป็นการขจัดสิ่งอัปมงคลให้ความโชคดีเข้ามาแทนที่ มงคลแห่งความเพิ่มพูน "คางคก

สามขา" เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถคายเงินคายทองออกมาได้ นับเป็นมงคลชีวิตที่สร้างความเพิ่มพูนด้านทรัพย์สินให้กับคนในบ้านอย่างหนึ่ง มงคลแห่งความราบรื่น "สำเภาทอง" เปรียบเสมือนความรุ่งโรจน์สูงสุดแห่งธุรกิจและการค้าขาย บ้านใดมีเรือสำเภาตั้งไว้จะทำให้กิจการรุ่งเรืองประสบแต่ความสำเร็จและสามารถฟันฝ่าอุปสรรคกีดขวางต่างๆ เหมือนเรือสำเภาที่ฝ่าคลื่นลมทะเลได้อย่างราบรื่น มงคลแห่งความสำเร็จ "ม้า" ชาวจีนโบราณเชื่อว่าเป็นสัตว์ที่มีความสง่างามและว่องไวไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ม้าจึงเป็นสัตว์มงคลที่ช่วยให้การค้าขายประสบความสำเร็จรุดหน้าอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะท่วงท่า "ก้าว
กระโดด" ซึ่งมีความหมายที่ดีต่อการทำธุรกิจทุกประเภท มงคลแห่งการค้าขาย "วัวทอง" 


ของมงคลนิยมตั้งที่โต๊ะทำงานเสริมความเป็นสิริมงคลช่วยให้ทำมาค้าคล่องเหมาะแก่ผู้ประกอบการค้าและธุรกิจ มงคลแห่งเทพศักดิ์สิทธิ์ "ฮก ลก ซิ่ว" หรือ ฮกลกซิ่วซาแซ เทพสามองค์แห่งโชคลาภวาสนาความมั่งคั่งและการมีอายุมั่นขวัญยืน ที่ชาวจีนนิยมมีไว้ประดับบ้านเพื่อสร้างสิริมงคลและความรุ่งเรืองให้กับชีวิตในทุกๆด้าน มงคลแห่งการครองคู่ "เป็ดแมนดาริน" เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและการครองคู่ ความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดีต่อกัน โดยต้องจัดวางเป็นคู่กัน






ที่มาของบทความ Click


วันอาทิตย์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2557

การออกกำลังกาย

APuxmP.jpg


Sometime Home

แกว่งแขนลดพุงแกว่งแขนรักษาโรคแค่แกว่งแขนเฉย ๆ จะให้ผลลัพธ์แสนมหัศจรรย์ขนาดนี้เลยหรือนี่ ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ถึงได้ออกมารณรงค์กันอยู่บ่อย ๆ อยากรู้แล้วสิว่า แกว่งแขน บำบัดโรค และลดพุง ได้จริงหรือ ถึงเวลามาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันแล้วคะ แกว่งแขนรักษาโรคได้อย่างไร การบริหารร่างกายด้วยการแกว่งแขนนี้เป็นศาสตร์ของแพทย์แผนจีนที่สืบทอดต่อกันมานานหลายพันปีแล้ว เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ง่าย แถมยังทำได้ทุกเวลาที่ต้องการ ไม่ต้อง

มีอุปกรณ์ใด ๆ อีกด้วย ซึ่งเกิดจากแนวคิดที่ว่า การที่คนเราป่วย หรือรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว เป็นเพราะเลือดหมุนเวียนไม่ดี อย่างเช่น พนักงานออฟฟิศที่ต้องนั่งทำงานอยู่วันละหลายชั่วโมง แทบไม่ได้ลุกไปไหน แต่หากได้ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสาย บิดขี้เกียจสักครู่ เราจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ก็เหมือนกับว่า เราทำให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดีขึ้นนั่นเอง เมื่อเลือดลมในร่างกายเดินสะดวกขึ้น ก็จะช่วยบรรเทาโรคร้ายได้นั่นเอง แล้วทำไมถึงต้องใช้การบริหารแบบ "แกว่งแขน" ล่ะ? นั่นเพราะใต้หัวไหล่ที่เรียกว่ารักแร้นั้น คือชุมทางของต่อมน้ำเหลือง หากเราได้ขยับหัวไหล่ และรักแร้ ด้วยการแกว่งแขน จะช่วยให้ต่อมน้ำเหลืองขยับไปด้วย เมื่อต่อมน้ำเหลืองขยับ มันก็จะไหลเวียนไปทั่วร่างกาย อ๊ะ...อย่าลืม

น่ะค่ะว่า "ระบบต่อมน้ำเหลือง" นั้น รวมไปถึง ม้าม ต่อมทอนซิล ต่อมไธมัส ฯลฯ ด้วย เหล่านี้ล้วนเป็นระบบที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อทำความสะอาดชำระล้างให้ร่างกาย มีหน้าที่ขจัดของเสีย สารพิษในร่างกาย แถมยังช่วยสร้างเม็ดเลือดขาว แอนตี้บอดี้ของระบบภูมิคุ้มกัน กรองสารแปลกปลอม เชื้อโรคสารพัด เมื่อระบบต่อมน้ำเหลืองได้หมุนเวียนอย่างสะดวก ไม่ติดขัด ก็จะช่วยเยียวยาอาการเจ็บป่วยของเราได้ชะงัด กลับกัน หากระบบต่อมน้ำเหลืองติดขัด ก็จะเกิดการอักเสบ เกิดอาการบวมตามจุดที่น้ำเหลืองไหลเวียน เช่น ลำคอ หลังใบหู ท้ายทอย หน้าอก รักแร้ใต้หัวไหล่ ท้องแขน หน้าท้องกึ่งกลางระหว่างหน้าอกกับสะดือ บริเวณขาหนีบ นั่นเพราะน้ำเหลืองไม่มีปั๊มเหมือนระบบเลือด ดังนั้น ต้องออกกำลังกายเท่านั้นจึงจะช่วยให้น้ำเหลืองไหลเวียนได้ดีขึ้น ประโยชน์ของการแกว่งแขน หากทำติดต่อกันสัก 10 นาที จะให้ประโยชน์ในเรื่องของการออกกำลังกาย คือช่วยให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดีขึ้น สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น ทำให้อารมณ์แจ่มใส เบิกบาน แต่หากต้องการบรรเทาโรคภัยไข้เจ็บให้ได้ผล ก็ต้อง

ทำติดต่อกันในระยะเวลานานกว่านั้น และทำบ่อย ๆ ทุกวันได้ยิ่งดี เพราะจะช่วยบรรเทาอาการต่าง ๆ เช่น ลดการสะสมของไขมัน หากเราควบคุมอาหารควบคู่ไปด้วย ก็จะช่วยลดพุงได้ ลดความดันโลหิตสูง ช่วยทำให้การไหลเวียนของโลหิตเป็นไปอย่างปกติ ช่วยลดความเครียด เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย การได้ยืดเส้นยืดสาย จะช่วยให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ลดอาการปวดบ่า คอ ไหล่ จากการทำงาน แก้โรคออฟฟิศซินโดรม ไม่ว่าจะเป็นนิ้วล็อก มือชา ไหล่ติด จากการนั่งทำงานงก ๆ อยู่กับหน้าคอมพิวเตอร์

หากลุกขึ้นมาแกว่งแขนให้เลือดลมได้ไหลเวียนเสียหน่อย ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคนี้ได้มากเลยทีเดียว ลดน้ำตาลในเลือด โดยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่นำผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภท 2 มาฝึกออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขน นาน 30 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน รวม 8 สัปดาห์ ภายหลังพบว่า ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้ ลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เพราะการแกว่งแขนจะช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีขึ้น เป็นการออกกำลังกายที่ช่วยชะลอการเสื่อมของเข่า เพราะการแกว่งแขนนั้นไม่มีการกระแทกน้ำหนักลงที่ส่วนขาเหมือนกับการวิ่ง หรือการขี่จักรยาน จึงเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาข้อเข่า หรือขาด้วย เคล็ดลับการ

แกว่งแขนอย่างถูกวิธี จะมายืนแกว่งแขนขึ้นลงไปมาธรรมดา ๆ ก็คงไม่ถูกต้องนัก เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มาดูวิธีแกว่งแขนลดพุงที่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แนะนำไว้กันเลย ลองทำดูตามขั้นตอนดังนี้
1. ยืนตรงตัว เข่าไม่งอ แยกเท้าทั้งสองข้างออกจากกัน โดยมีระยะห่างประมาณความกว้างหัวไหล่
2. ปล่อยมือทั้งสองข้างลงตามธรรมชาติ อย่าเกร็ง ให้นิ้วมือชิดกัน หันอุ้งมือไปข้างหลัง
3. หดท้องน้อยเข้า เอวตั้งตรง เหยียดหลัง ผ่อนคลาย กระดูกลำคอ ศีรษะ และปาก ผ่อนคลายตามธรรมชาติ
4. จิกปลายนิ้วเท้ายึดเกาะพื้น ส้นเท้าออกแรงเหยียบลงบนพื้นให้แน่น ให้แรงจนกล้ามเนื้อโคนเท้า โคนขา และท้องตึง ๆ เป็นใช้ได้
5. ควรงอบั้นท้ายขึ้นเล็กน้อย ระหว่างบริหารต้องหดก้น หรือขมิบทวารหนัก คล้ายยกสูงให้หดเข้าไปในลำไส้
6. ตามองตรงไปจุดใดจุดหนึ่ง สลัดความคิดฟุ้งซ่าน กังวลออกให้หมด ทำสมาธิให้รู้สึกอยู่ที่เท้า
7. แกว่งแขนไปข้างหน้าเบาหน่อย ทำมุม

30 องศากับลำตัว หายใจเข้า แล้วแกว่งไปข้างหลังแรงหน่อย ทำมุม 60 องศากับลำตัว จะทำให้เกิดแรงเหวี่ยง หายใจออกขณะแกว่งไปข้างหลัง นับเป็น 1 ครั้ง โดยปล่อยน้ำหนักมือให้เหมือนลูกตุ้ม และต้องสะบัดมือทุกครั้ง เพื่อให้เลือดหมุนเวียนไปถึงปลายนิ้ว 8. ควรทำต่อเนื่องกันอย่างน้อยครั้งละ 10 นาที และใน 1 วัน ควรทำรวมกันให้ได้อย่างน้อย 30 นาที ทำเช่นนี้สัปดาห์ละ 5 ครั้ง หากทำติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือนครึ่งก็น่าจะเห็นผลลัพธ์ตามต้องการแล้ว อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เริ่มทำแรก ๆ อย่าหักโหมนัก อาจจะลองแกว่งแขนสัก 200-300 ครั้งก่อน วันต่อมาก็ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนครั้ง หรือเวลาให้นานขึ้น และอาจแบ่งทำเป็นช่วง ๆ เช้า กลางวัน เย็น ก็ได้ โดยควรแกว่งครั้งละอย่างน้อย 10 นาที และควรทำต่อเนื่อง อย่าทำบ้าง หยุดบ้าง จะไม่ได้ผลเท่าที่ควร นอกจากนี้ ระหว่างที่แกว่งแขนควรทำจิตให้เป็นสมาธิ

อย่าฟุ้งซ่าน ไม่เช่นนั้นเลือดลมจะหมุนเวียนสับสน ทำให้การปฏิบัติไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควร และเมื่อกายบริหารแกว่งแขนเสร็จสิ้นแล้ว ควรเดินพักตามสบาย เพื่อผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ เห็นประโยชน์ดี ๆ แบบนี้แล้ว ก็ต้องลองลุกขึ้นมาแกว่งแขนกันสักหน่อยแล้วล่ะคะ เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ง่ายมาก ๆ ยืนดูทีวีไป ก็แกว่งแขนตามไปด้วยก็ได้ ร่างกายจะได้ขยับ ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ออกไปบ้าง ดีกว่าอยู่เฉย ๆ น่ะค่ะ แถมถ้าแกว่งแขนต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน คุณจะตื่นตากับผลลัพธ์ที่ได้รับแน่นอน

 

วันอาทิตย์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2557

ถังขยะแสดงธรรม


1055

แด่ผู้นำทั้งหลาย

DSCF_0000009300000214





แด่ผู้นำทั้งหลายผู้ซึ่งเพียรพยายามอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย

เพื่อเพื่อนของเราทุกคน
กำลังเร่งไปสู่แนวหน้าสุดของการเผยแผ่ธรรมของเรา
ความเพียรพยายามที่จริงใจของท่านได้แผ่ออกไปไกลมาก
เพื่อส่งเสริมกำลังใจและปลุกเร้าจิตใจของทุกคนรอบ ๆ ตัวท่าน