นอกจากรูปสตรีและบุรุษที่คุ้นเคยกันแล้ว พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ยังมี ปางนิรมิตและรูปลักษณ์อื่น ๆ อีกมากมายตามแต่พระประสงค์ในการช่วยเหลือสรรพสัตว์ ดังนี้
การนิรมิตกายเป็นเทพและอมนุษย์ ในคัมภีร์มหายานระบุว่า พระองค์สามารถนิรมิตพระกายเป็น พระพุทธเจ้าพระพรหม หรือแม้แต่ยักษ์ เพื่อให้สะดวกต่อการประกอบพุทธกิจและเข้าถึงสรรพสัตว์แต่ละประเภทที่ตกทุกข์ได้ยาก ปางพระหยครีวะ (Hayagriva)ในคติพุทธศาสนาแบบญี่ปุ่น พระองค์ปรากฏในรูปของ บะโทะคันนง หรือพระหยครีวะ ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปลักษณ์นิรมิตที่มีความดุดัน พระอวโลกิเตศวรเปล่งรัศมีเป็นลักษณะทางศิลปะที่แสดงถึงพระบารมีที่แผ่ซ่านออกไปเพื่อโปรดสัตว์ ปางที่มีหลายพระกร รูป
เคารพในยุคหลังมักเพิ่มจำนวนพระกรให้มากขึ้น มากกว่า 2 หรือ 4 พระกรโดยในแต่ละหัตถ์จะถือสิ่งของมงคลต่าง ๆ เช่น สมุดหนังสือลูกประคำ และหม้อน้ำทิพย์ การอวตารเป็นบุคคลในโลกมนุษย์ ในทิเบตมีความเชื่อว่าพระองค์อวตารมาเกิดเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่สำคัญ คือ ทะไลลามะ และ พระการ์มาปา
การที่พระองค์มีปางนิรมิตมากมายเช่นนี้ ก็เพื่อให้สอดคล้องกับพระนาม กวนอิน ที่แปลว่า พินิจสดับเสียงแห่ง
ความทุกข์ร้อนเพื่อจะโปรดช่วยเหลือ โดยพระองค์จะปรากฏกายในรูปใดก็ได้ที่เหมาะสมต่อการเยียวยาความทุกข์ในขณะนั้นเปรียบเทียบให้เห็นภาพปางนิรมิตต่าง ๆ ของพระอวโลกิเตศวรเปรียบเสมือน ชุดอุปกรณ์ปฐมพยาบาลที่มีเครื่องมือหลากหลาย โดยพระองค์ไม่ได้เลือกใช้เครื่องมือเดียวกับทุกคน แต่จะทรงพิจารณาว่าความทุกข์ของสัตว์โลกในขณะนั้นคืออะไร แล้วจึงนิรมิตกาย หยิบเครื่องมือ ที่เหมาะสมที่สุดออกมาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นความเมตตาที่อ่อนโยนแบบสตรี หรือความเด็ดขาดน่าเกรงขามแบบยักษ์
จากการวิเคราะห์แหล่งข้อมูลที่ให้มาและการสืบค้นเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของ พระราชธิดาเมี่ยวซ่าน (Princess Miao Shan) สามารถสรุปและวิเคราะห์ความเชื่อมโยงได้ดังนี้
1. ที่มาตามหลักฐานในแหล่งข้อมูล การเปลี่ยนผ่านจากบุรุษสู่สตรี
แม้ในแหล่งข้อมูลตัวอักษรที่ให้มาจะไม่มีการระบุชื่อ เมี่ยวซ่านโดยตรง แต่ได้ให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ ที่มาของการกลายเป็นสตรี ของพระอวโลกิเตศวร ซึ่งเป็นรากฐานของตำนานพระราชธิดาเมี่ยวซ่าน ดังนี้
การนิรมิตกายแหล่งข้อมูลระบุว่าพระอวโลกิเตศวรสามารถ นิรมิตพระกายเป็นรูปต่าง ๆ ได้ตามพระประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า พระพรหม หรือยักษ์ เพื่อให้สะดวกในการช่วยเหลือสรรพสัตว์ การควบรวมกับพระนางตาราเสฐียรโกเศศวิเคราะห์ว่า ในแถบอินเดียเหนือนับถือ ดาราเทวีพระนางตารา ซึ่งเป็นชายาของพระอวโลกิเตศวรและมีฤทธิ์นิรมิตกายได้เช่นกัน ต่อมานักปราชญ์จีนจึงอธิบายว่าทั้งสองคือองค์เดียวกัน ทำให้เกิดการ ควบรวมจนพระอวโลกิเตศวรมีรูปกายเป็นผู้หญิง หรือที่รู้จักในนาม เจ้าแม่กวนอิมในเวลาต่อมา การตีความชื่อ กวนอิม ชื่อ กวนอิม หรือ กวนอิน แปลว่า พินิจสดับเสียงแห่งความทุกข์ร้อนเพื่อจะโปรด
ช่วยเหลือซึ่งสะท้อนถึงความเมตตาแบบมารดาที่คอยดูแลบุตร
2. ที่มาตามตำนานพื้นบ้าน ข้อมูลนอกเหนือจากแหล่งข้อมูล ข้อมูลส่วนนี้ไม่อยู่ในแหล่งข้อมูลที่ให้มา โปรดใช้วิจารณญาณในการตรวจสอบเพิ่มเติมตำนานพระราชธิดาเมี่ยวซ่านคือ เรื่องเล่าท้องถิ่น ที่ชาวจีนสร้างขึ้นเพื่ออธิบายว่าทำไมพระโพธิสัตว์จากอินเดียที่มีรูปกายเป็นชาย จึงกลายเป็นสตรีในวัฒนธรรมจีน บริบทของเรื่องเมี่ยวซ่านเป็นพระราชธิดาองค์ที่ 3 ของกษัตริย์เมี่ยวจวง ผู้ที่มีจิตใจฝักใฝ่ในธรรมะและปฏิเสธการแต่งงาน จนถูกพระบิดาสั่งประหารและกลั่นแกล้งต่าง ๆ นานา การแสดงมหาการุณภาพจุดพีคของเรื่องคือการที่เมี่ยวซ่านยอมสละดวงตาและแขนของตนเองเพื่อทำยาไปรักษาพระบิดาที่กำลังประชวรหนัก แม้พระบิดาจะเคยทำร้ายตนก็ตาม ความกตัญญูและเมตตานี้ทำให้พระองค์บรรลุธรรมเป็นพระโพธิสัตว์พันเนตรพันกร
3. วิเคราะห์ในเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม การปรับตัวเข้ากับท้องถิ่น (Sinicization)การเกิดตำนานพระราชธิดาเมี่ยวซ่านคือความพยายามของชาวจีนในการเปลี่ยนพระโพธิสัตว์ที่เป็น คนนอก จากอินเดีย ให้กลายเป็น คนในมีประวัติเป็นคนจีนเพื่อให้ง่ายต่อการศรัทธา สัญลักษณ์ของความกตัญญู ตำนานเมี่ยวซ่านสอดแทรกคำสอนเรื่อง ความกตัญญู ซึ่งเป็นคุณธรรมสูงสุดของลัทธิขงจื๊อ เข้ากับ ความเมตตา ของพุทธศาสนาได้อย่างลงตัว
สรุป ที่มาของพระราชธิดาเมี่ยวซ่านคือการผสมผสานระหว่าง คติการนิรมิตกายของพระอวโลกิเตศวร และ การควบรวมรูปกายกับดาราเทวี เข้ากับตำนานพื้นบ้านของจีน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ พระโพธิสัตว์สตรี ที่ตอบโจทย์ทางจิตใจและวัฒนธรรมของชาวจีนและชาวไทยในเวลาต่อมาเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ตำนานพระราชธิดาเมี่ยวซ่านเปรียบเสมือน การแปลบทกวีภาษาสันสกฤตมาเป็นภาษาชาวบ้าน แม้เนื้อหาเดิมจะว่าด้วยความเมตตาอันเป็นสากล พระอวโลกิเตศวร แต่การแปลให้เป็นเรื่องราวของลูกสาวผู้กตัญญู เมี่ยวซ่านทำให้บทกวีนั้นกินใจและเข้าถึงความรู้สึกของผู้คนในท้องถิ่นได้ลึกซึ้งกว่าเดิม

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น